[วางแผน] ลงโฆษณา Facebook ให้ได้ผล

วางแผน ลงโฆษณา Facebook อย่างไร ? … ให้ได้ผล!!

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงที่ Facebook เริ่มใช้ระบบ โฆษณาใหม่ๆ คนที่ได้เริ่มใช้โฆษณาในช่วงนั้นๆจะเห็นว่าได้ผลรับที่ดีและยอดขายเพิ่มขึ้นมา ได้คุ้มค่ามากๆกับค่าโฆษณาที่ลงไป ซึ่ง Facebook ก็ได้มีการพัฒนาระบบเพื่อให้สามารถซื้อโฆษณาได้ง่ายขึ้น จนปัจจุบันมีปุ่ม Boost Post ไว้คอยอำนวยความสะดวกในการขึ้นโฆษณา ต่างจากเดิมที่ต้องไปตั้งค่าที่ซับซ้อนกว่าในระบบหลังบ้านที่ต้องใช้ระบบ Ads Manager

( Boost Post กับ Ads Manager ต่างกันอย่างไร ?)

เมื่อมีระบบอำนวยความสะดวกที่ง่ายขึ้น ก็ทำให้คนหันมาใช้โฆษณาบน Facebook กันมากขึ้น ยิ่งช่วงแรกนั้นการโฆษณาบน Facebook ได้รับผลตอบรับที่ดีก็จึงเกิด “ ปากต่อปาก ” ทำให้คนสนใจเข้ามาใช้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

สิ่งที่ตามคือ “ การแข่งขันที่สูงขึ้น ” ในการทำโฆษณา ผลที่ตามมาอีกทอดก็คือ โฆษณา Facebook ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ต้องจ่ายแพงขึ้น ความคุ้มค่าเริ่มไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อน

แล้วเราควรจะทำอย่างไรกันดี? จะไม่โฆษณาใน Facebook ก็ไม่ได้เพราะว่าคนไทยก็ยังใช้ Facebook มากเป็นลำดับต้นๆของประเทศ แล้วยังถือว่าเป็น Social Network หลักของคนไทย ธุรกิจที่มีลูกค้าเป็นคนไทย ก็ต้องพึ่ง Facebook ต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นการทำโฆษณาบน Facebook ให้ได้ผลตอบรับที่ดี ยังสามารถทำได้ แต่ต้องมีการ “วางแผนมากขึ้น ” จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ในหลายๆมิติ โดยใช้เทคเทคนิคต่างๆ เช่น การทำ A/B Testing , การทำความเข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย , หรือ การเลือกใช้สื่อมีเดียในการโปรโมท เป็นต้น

แต่ในบทความนี้ จะขอแนะนำในส่วนของกลยุทธ์ “การตั้งแคมเปญเพื่อโฆษณา Facebook

กลยุทธ์การตั้งแคมเปญโฆษณา Facebook ให้ได้ผล !!

เนื่องจาก Facebook ใช้ระบบ Real Time Bidding หรือ ระบบการลงโฆษณาแบบประมูลราคาที่เกิดขึ้นจริงตลอดเวลาราคาในการโฆษณาจึงขึ้นอยู่กับ “กลุ่มเป้าหมาย” ที่ผู้ลงโฆษณาเลือก โดยราคาค่าโฆษณาจะปรับขึ้นลง เปลี่ยนแปลงกันตลอดเวลา ซึ่งราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจะขึ้นอยู่กับว่า ในช่วงเวลานั้นๆมีผู้เข้าร่วมประมูลมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้นในการโฆษณาบางกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันที่รุนแรง ก็จะทำให้ต้องใช้งบโฆษณาสูงกว่า อาทิเช่น กลุ่มแฟชั่น กลุ่มเครื่องสำอาง กลุ่มท่องเที่ยว เป็นต้น … ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ การลงโฆษณากับทาง Facebook เพื่อให้ได้ผลตอบรับที่ดีนั้น มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพราะเราต้องเข้าร่วมประมูลแข่งขันราคาค่าโฆษณากับผู้ลงโฆษณารายอื่นๆ

แยกแคมเปญโฆษณา -> วัดผล -> หาแคมเปญที่ดีที่สุด

เทคนิคขั้นสูงที่นิยมใช้กันในหมู่ Facebook Ads Specialist คือ การ “แยกแคมเปญโฆษณา

ยกตัวอย่างเช่น : หากเราขายรองเท้าเด็กเล็ก (พ่อแม่เป็นคนตัดสินใจซื้อ) เราก็อาจแยกแคมเปญออกมา สมมติว่าแยกแค่ 4 แคมเปญ (ในความเป็นจริงสามารถแยกได้หลายแคมเปญ)

  • แคมเปญที่ 1 ตั้งกลุ่มอายุ ผู้ชาย อายุ 18-25 ปี
  • แคมเปญที่ 2 ตั้งกลุ่มอายุ ผู้ชาย อายุ 25-34 ปี
  • แคมเปญที่ 3 ตั้งกลุ่มอายุ ผู้หญิง อายุ 18-25 ปี
  • แคมเปญที่ 4 ตั้งกลุ่มเป้าหมาย ผู้หญิง อายุ 25-34 ปี

ซึ่งจะส่งผลให้แคมเปญใดแคมเปญหนึ่งของเรามีโอกาสชนกับคู่แข่งน้อยกว่า เช่น แคมเปญที่ตั้งกลุ่มเป้าหมาย ผู้หญิง อายุ 18-25 ย่อมมีคู่แข่งน้อยกว่า แคมเปญที่ตีคลุม ทั้งผู้ชายและผู้หญิงอายุตั้งแต่ 18-34 ปี

หลังจากนั้น ให้เรานำผลลัพธ์ในการทำโฆษณาแต่ละแคมเปญมา “ วัดผล ” เช่น กลุ่มผู้หญิง อายุ 25-34ปี อาจจะได้ผลตอบรับดีที่สุด ประเมินจากการคาดเดาว่า แม่น่าจะซื้อของให้ลูกบ่อยกว่าพ่อ และ ผู้หญิงกลุ่ม 25-34 น่าจะมีกำลังซื้อสูงกว่า 18-25

ซึ่งสุดท้ายแล้วต้องนำผลจากการขึ้นโฆษณามาประเมิน ดังนั้นเราก็สามารถปรับงบโฆษณามาเพิ่มให้แคมเปญที่ 4 และสามารถหยุดหรือลดงบโฆษณาในแคมเปญอื่นตาม ผลตอบรับที่ได้

รายละเอียดข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างในการใช้แยกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่ง Facebook มีระบบในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ได้หลายรูปแบบ อาทิเช่น เพศ,อายุ, สถานที่, ภาษา, ความสนใจ(Interest) ของกลุ่มเป้าหมายที่เราระบุไว้ในข้อหนึ่ง เช่น ชอบดูหนัง, ชอบเล่นเกม, ชอบชอปปิง และอื่นๆอีกมากมาย ส่งผลทำให้เราสามารถแบ่งแคมเปญออกมาได้หลายมิติมากเพื่อจะนำมาประเมินและวัดผล ในการวางแผนใช้งบโฆษณา

การขึ้นโฆษณา (ยิงแอด) Facebook พร้อมๆกัน
หลายแคมเปญ ต้องระวัง !! โฆษณา “ชนกันเอง”

แต่ในกรณีที่ต้องการทำโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน พร้อมๆกันมากกว่า 1 แคมเปญ อาทิเช่น หากต้องการโปรโมท โครงการบ้านเดี่ยวย่านดอนเมือง ราคาเริ่มต้น 4 ล้านบาท กับ โครงการทาวน์โฮมย่านดอนเมือง ราคาเริ่มต้น 2.5 ล้านบาท เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า ราคาโครงการบ้านเดี่ยวจะสูงกว่าแม้ว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะมีกำลังซื้อที่แตกต่างกัน แต่ก็จะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายบางส่วนที่ “ทับซ้อนกัน” อย่างเลี่ยงไม่ได้

“แยกเพจ” ขึ้นโฆษณา เมื่อต้องขึ้นโฆษณาพร้อมกันหลายแคมเปญ

(ในกรณีที่เป็นเจ้าของเดียวกันแต่มีหลายแบรนด์หรือหลายผลิตภัณฑ์)

การ “แยกเพจเพื่อยิงแอด” เป็นเทคนิคที่สามารถช่วย “เลี่ยงโฆษณาชนกัน” หรือ “โฆษณาแย่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเดียวกันได้”  ในระดับหนึ่ง … เนื่องจากหากขึ้นโฆษณา 2 แคมเปญบน เพจเดียวกันนั้น โดยส่วนใหญ่ Facebook จะเลือกแสดงผลให้กับกลุ่มเป้าหายเพียงแค่ 1 แคมเปญ (ต่อการเปิดใช้งาน Facebook  1 ครั้ง)

ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ในการใช้งาน Facebook ในแต่ละครั้ง โอกาสที่เราจะ เห็นโฆษณา ของเพจนั้นๆมากกว่า 1 ครั้งมีน้อยมาก เพราะ Facebook ใช้ระบบการประมูลเพื่อให้เกิดการ “ แข่งขัน ” การขึ้นโฆษณาพร้อมๆกันหลายแคมเปญ แล้วคาดหวังให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาเราทุกแคมเปญจึงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะจะเป็นลักษณะ “ ผูกขาด ” ซึ่งระบบ Facebook ไม่สนับสนุน

ซึ่งการแยกเพจจะทำให้ Facebook มองว่าเราต้องการทำโฆษณาสินค้าคนละตัวกันอย่างชัดเจน ถึงแม้ โฆษณาทั้ง 2 แคมเปญจะมีโอกาสชนหรือแย่งกลุ่มเป้าหมายกันเอง แต่ก็เพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายได้มีโอกาสเห็น แคมเปญโฆษณาพร้อมกันในการใช้งาน Facebook แต่ละครั้ง

นอกจากนี้ข้อดีของการแยกเพจเรายังสามารถเก็บฐานข้อมูลในแต่ละกลุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กลุ่มลูกค้าที่สนใจบ้านเดี่ยว กลุ่มลูกค้าที่สนใจทาวน์โฮม หรือ กลุ่มลูกค้าที่สนใจทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม เป็นต้น

ซึ่งเมื่อเราเก็บข้อมูลดังกล่าวได้ เราสามารถใช้ เทคนิคการขึ้นโฆษณา Retargeting ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในโครงการบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมเฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การใช้งบโฆษณามีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตามการแยกเพจเพื่อขึ้นโฆษณา อาจยังมีข้อกังวลสำหรับผู้ประกอบการคือ ยอด Like จะน้อยลงเมื่อแยกเพจใหม่ออกมา แต่ในปัจจุบัน Facebook แทบไม่ให้ความสำคัญกับยอด Organic หรือยอด Like ในเพจมากเท่าไหร่นัก (ตามสถิติด้านล่าง)

สถิติการเห็นโพสแบบไม่เสียเงินในเอเชียแปซิฟิก 2015-2018

ขอบคุณรูปภาพจาก: https://bonseyjaden.com/truth-facebook-organic-reach-2018/

เพจหลักเพื่อ สร้าง Brand Awareness , เพจย่อยเพื่อ ยิงแอด

เราสามารถปรับกลยุทธ์คือ มีเพจหลักที่เอาไว้สร้าง Brand awareness ยกตัวอย่าง บริษัท พฤกษา จำกัด (มหาชน) จะมีเพจหลักคือ Pruksa Family Club แต่จะเห็นได้ว่าบริษัท พฤกษา จำกัด (มหาชน) มีเพจย่อยของแต่ละโครงการ แยกออกไปมากมายหลายเพจ


เทคนิคที่ได้นำเสนอข้างต้น เป็นเพียง กลยุทธ์การลงโฆษณา Facebook Ads บางส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และให้ได้ผลตอบรับที่คุ้มค่าที่สุด … โดยจะเห็นได้ว่า หัวใจในการโฆษณาใน Facebook นั้น ไม่ได้อยู่ที่กระบวนการขึ้นโฆษณา หากแต่อยู่ที่ “การวางแผน” ในการขึ้นโฆษณาเป็นหลัก

ดังคำที่ อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวไว้ว่า

ถ้าข้าพเจ้ามีเวลาแปดชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ข้าพเจ้าจะใช้เวลาหกชั่วโมงในการลับขวานให้คม

Give me six hours to chop down a tree and I will spend the first four sharpening the axe, Abraham Lincoln

– บทความโดย –
ทีมงาน จริงใจดี ดิจิตอล ซูโลชั่น
Digital Agency ด้านอสังหาฯ ของไทย